วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555
ทวงคืนรัฐธรรมนูญปี40
<iframe width="420" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/8gvfcsNkYBQ" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
ความเหมือนและความต่างระหว่างปี 40 และ 50
หากเรามองดูทั้งสี่มาตราในรัฐธรรมนูญฉบับปีพุทธศักราช 2540 เป็นตัวตั้งแล้วจะเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 นั้นได้ถอดแบบของปี 2540 มาทั้งหมด แต่มีการเพิ่มเติมและรายละเอียดเพื่อให้รัดกุมและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากได้รับบทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้วจึงพยายามคิดถ้อยคำให้ปิดช่องโหว่และลดการตีความเข้าข้างพรรคพวกของตนให้มากที่สุด การเปลี่ยนแปลงมีรายละเอียดดังนี้
มาตรา 37 ในปี 40 และ 36 ในร่างปี 50 ไม่มีอะไรแตกต่างกันแม้แต่นิดเดียว ยังคงรักษาสิทธิการสื่อสารระหว่างบุคคลของ คนธรรมดาไว้อย่างเหนียวแน่น หากทำได้แปรว่าไม่มีใครสามารถมาล่วงรู้ข้อมูลที่เราทำการสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เลย ยกเว้นแต่การกระทำภายใต้กฎหมายที่จะรักษาความมั่นคงของประเทศ หรือศีลธรรมที่ดีของประชาชน ดังนั้นหากเราเป็นผู้ก่อการร้ายหรือคาดว่าเราจะเป็นผู้ทำให้ประเทศชาติล่มสลาย หรือหากเราเป็นผู้เผยแพร่ภาพลามกอนาจารทำให้คนในประเทศสารขัณฑ์ของเราตกอยู่ภายใต้กิเลสตัณหาราคะโงหัวไม่ขึ้น เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงจะมีสิทธิตรวจสอบเนื้อหา (เช่นเช็คอีเมล์ ดักฟังโทรศัพท์ ฯลฯ) ที่เราติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้
มาตรา 39 ในปี 40 และ 45 ในร่างปี 50 มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาหนึ่งวรรค และถูกตัดออกไปหนึ่งประโยค สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการป้องกันการแทรกแซง หรือห้ามการแสดงความคิดเห็น และการเสนอข่าวของสื่อมวลชนไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม แต่ก็มีข้อยกเว้นนั่นก็คือหากพิจารณาแล้วเห็นว่าความคิดเห็นดังกล่าวจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคง สุขภาพที่ดี สิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่นซึ่งก็ไม่ต่างจากปี 40 ที่มีข้อจำกัดเช่นนี้เหมือนกัน ส่วนสิ่งที่ตัดออกไปคือช่องทางที่จะให้คนต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนของประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเจ้าของกิจการสื่อมวลชนทุกแขนง ทุกแห่งในประเทศไทยจะต้องมีเจ้าของเป็นคนไทยเท่านั้น โดยไม่มีกฎหมายใดๆ มาให้คนต่างชาติมาเป็นเจ้าของสื่อมวลชนได้
มาตรา 40 ในปี 40 และ 47 ในร่างปี 50 มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามามากเป็นพิเศษ สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือจากเดิมในปี 40 ไม่ได้ระบุจำนวนองค์กรในการจัดสรรคลื่นความถี่ทำให้มีกฎหมายลูกกำหนดให้มีสององค์กรคือ กสช. และ กทช. ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งทั้งสององค์กร (กรุณาย้อนไปดูในเอ็นทรี่ที่แล้วครับ) แต่จากการเพิ่มคำว่า หนึ่ง เข้ามาในวรรคที่ 2 และปรับแก้ถ้อยคำบางส่วนทำให้ร่างในปี 50 กำหนดให้มีองค์กรเพียงองค์กรเดียวที่เป็นผู้กำกับดูแล จัดสรรคลื่นความถี่ทั้งวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ดังนั้นกฎหมายเดิมที่กำหนดให้จัดตั้งทั้งสององค์กร (กสช. และ กทช.) ก็มีอันต้องยกเลิกไป
และสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาอีกก็คือกำหนดให้ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการสื่อมวลชนสาธารณะด้วย และที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือกำหนดให้องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีกิจการสื่อมวลชนอยู่ในมือมากหรือหลากหลายสื่อ เช่น บริษัท ช. ประกอบกิจการโทรทัศน์อยู่ก็ไม่สามารถทำกิจการวิทยุ และหนังสือพิมพ์ควบคู่กันไปได้จะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ถือเป็นมาตรการไม่ให้คนหรือกลุ่มคนสามารถครอบงำหรือกำหนดข่าวสารให้คนทั้งประเทศรับข้อมูลข่าวสารข้างเดียวได้
มาตรา 41 ในปี 40 และ 46 ในร่างปี 50 มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามามากเช่นกัน สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือการพยายามทำให้เกิดองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร และมีการสร้างกลไกควบคุม ตรวจสอบกันเองภายในสื่อมวลชนแขนงต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มกลไกป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจเช่นนักการเมือง ผู้บังคับบัญชาทั้งในสื่อมวลชนทั้งของรัฐ และสื่อมวลชนที่เป็นเอกชนมาแทรกแซง หรือห้ามการนำเสนอข่าวสารและความคิดเห็นของผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชนอีกด้วย แต่การกระทำทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้จรรยาบรรณ และจริยธรรมวิชาชีพของสื่อมวลชนเท่านั้น หากผู้มีอำนาจทั้งนักการเมืองแล้วก็ผู้บังคับบัญชาก็จะถือว่าเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
นอกจากนั้นในร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังมีการเพิ่มมาตรา 48 เข้ามาเพื่อตอกฝาโลงนักการเมืองไม่ให้เข้ามาข้องเกี่ยวกับการสื่อสารมวลชนโดยเด็ดขาดไม่ว่าด้วยวิธีการสลับซับซ้อนขนาดไหนก็ตามก็ไม่สามารถมีอิทธิพลหรือควบคุมสื่อมวลชนได้ ดังนั้นนักการเมืองไม่สามารถจะควบคุมการนำเสนอข่าวสารเพื่อเอื้อประโยชน์เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองได้อีก
4. ผลที่จะตามมา (หากร่างรัฐธรรมนูญฯ ปี 50 มีการบังคับใช้)
จริงๆ แล้วการคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างทำได้ยากมากครับ เพราะนักการเมืองบ้านเราสืบเชื้อสายมาจากศรีธนญชัย (ไม่ได้ว่าคุณชัยนะ) ทำให้กฎเกณฑ์ต่างๆ มักจะเปลี่ยนแปลงไปจากเจตนารมณ์ที่แท้จริงเมื่อแรกสร้างกฎเกณฑ์นั้นๆ หากจะมองกันจริงๆ แล้วในเรื่องของการสื่อสารในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับพุทธศักราช 2540 กับ ร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ 2550 แทบจะไม่ต่างกันโดยรวมแล้วแตกต่างกันตรงที่กำหนดให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่แค่องค์กรเดียวเท่านั้น ส่วนประเด็นอื่นๆ จะเป็นการ ล้อมคอก ให้มีความรัดกุมชัดเจนมากยิ่งขึ้นจากสาเหตุต่างๆ ที่ได้เขียนไปแล้วในข้อ 2 แต่ก็ยังปกป้องสิทธิการสื่อสารทั้งของปัจเจกบุคคล และสื่อมวลชนไว้ในระดับเดิมไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด
สิ่งที่น่าสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือความพยายามที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการสื่อมวลชนสาธารณะเพื่อให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง (?) แต่ทั้งหมดนี้ถือเป็นเพียง แนวคิด ในการจัดการกับการสื่อสารของประเทศเท่านั้น ผลในทางปฏิบัติยังไม่สามารถที่จะคาดเดาได้เด่นชัดเพราะยังจำเป็นที่จะต้องรอกฎหมายลูกที่จะตามออกมาหลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้
แต่ในระดับปัจเจกบุคคลอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลายที่เป็นคนธรรมดาจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงในทันที เพราะหากเราถูกละเมิดในด้านการสื่อสารเช่นมีคนมาข่มขู่ห้ามพูดห้ามแสดงความคิดเห็น หรือแอบอ่านอีเมล์ ดักฟังโทรศัพท์ ไม่ว่าจะจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลธรรมดา เราสามารถใช้กฎหมายเหล่านี้ใช้ฟ้องร้องได้ทันที และอ้างอิงบทลงโทษจากกฎหมายอื่นๆ ได้ และนอกจากนั้นรัฐบาลจะไม่สามารถมาห้ามหรือกีดกันการสื่อสารของเราได้อีก
หากเป็นผลกระทบในระดับสื่อมวลชนจะยังไม่สามารถเห็นผลได้ชัดเจนในทันทีทันใด จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน (ถ้าไม่โดนฉีกรัฐธรรมนูญไปอีกรอบ) อาจมากกว่า 10 ปี เนื่องจากถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทัศนคติ และค่านิยมของคนทั้งประเทศ และเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาลนับแสนล้านบาททำให้การเปลี่ยนแปลงและดำเนินตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทำได้ยากมาก แต่หากมีกระบวนการเร่งรัดโดยภาคประชาชนก็อาจทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญได้เร็วขึ้น
5. บทสรุป
มีหลายๆ คนโดยเฉพาะผู้ที่เรียนหรือทำงานด้านการสื่อสารมวลชน มักจะพูดว่า เสรีภาพของสื่อ คือเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่จะเป็นอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่อตัวสื่อมวลชนเองต้องอยู่ภายใต้จรรยาบรรณ และจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน รวมทั้งต้องเข้าสู่กลไกของการรับผิดชอบต่อสังคมเท่านั้น ซึ่งหนทางที่จะให้สื่อมวลชนเป็นอย่างนั้นได้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐ ตัวสื่อมวลชนเอง ภาคธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ ภาคประชาชนที่จะต้องคอยตรวจสอบและสนับสนุนสื่อที่อยู่ภายใต้ครรลองที่กล่าวมาข้างต้น ในขณะเดียวกันประชาชนก็จะต้องต่อต้าน ไม่สนับสนุนสื่อมวลชนที่ละเมิด หรือไม่ได้ทำตามกรอบของการเป็นสื่อมวลชนที่พึงกระทำ
ในรัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ต่างก็มีแนวคิดไปในทางเดียวกันคือให้สิทธิการสื่อสารอย่างสูงสุดเท่าที่จะให้ได้แก่ประชาชน และปกป้องสื่อมวลชนจากการครอบงำของฝ่ายต่างๆ แนวทางนี้ถือเป็นเกราะป้องกันให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมกันเดินไปสู่อุดมคติข้างต้นคือ สื่อมวลชนต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง และประชาชนก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบสื่อมวลชนเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเพราะหากสื่อมวลชนตกอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายธุรกิจ หรือสองฝ่ายผนึกกำลังกันเข้าครอบงำ แทรกแซง ครอบครองสื่อมวลชนอย่างที่ผ่านมา ประชาชนนั่นเองที่จะเป็นผู้เสียหายที่สุด เพราะข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนจะมีเพียงด้านเดียวคือด้านที่เอื้อประโยชน์ทางด้านภาพลักษณ์ให้แก่ฝ่ายการเมืองและฝ่ายธุรกิจเท่านั้น ความคิดเห็น ทัศนคติ ค่านิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหากผู้ควบคุมเป็นผู้ที่มีจริยธรรมและศีลธรรมสูงส่งก็ถือเป็นโชคดี แต่หากผู้ที่มาควบคุมสื่อด้วยวิธีการต่างๆ หาประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้องก็จะทำให้ประชาชนและประเทศชาติเสียหายอย่างใหญ่หลวง หากจะกล่าวง่ายๆ ก็คือบทบัญญัติทางด้านการสื่อสารที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้เป็นการป้องกันการนำสื่อมวลชนไปใช้เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งผลกระทบที่จะตามมาจากการโฆษณาชวนเชื่อก็คือ การกลายเป็น สังคมมิติเดียว (One Dimension Society) ความน่ากลัวที่เกิดขึ้นและเป็นที่ประจักษ์ชัดมาแล้วนั่นก็คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของฮิตเลอร์ ที่ใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อทำให้เกิดการฆาตรกรรมหมู่ที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
สำหรับการตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญ มีหลากหลายความคิดเห็นที่ผ่านเข้ามาทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า หากรัฐธรรมนูญให้สิทธิ และบทบาทภาคประชาชนมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจบริหารประเทศมากเท่าไหร่ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เพราะประเทศไทยเองได้ถูกติดตรึงอยู่กับระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมาเป็นเวลานาน จนทำให้เกิดค่านิยมและทัศนคติที่ผิดกับนักการเมืองว่าเป็นเจ้านายควรยกย่องเทิดทูน แต่แท้จริงแล้วนักการเมืองก็คือผู้รับใช้ของประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนมารับใช้ ที่มาของนักการเมืองจึงไม่ได้มีความสำคัญมากเท่ากับ สิทธิและบทบาทของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้ ที่คิดเช่นนี้เพราะจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยนักการเมืองส่วนใหญ่ต่างก็มีฐานคิดเดิมๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ เห็นว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับตนเองและพวกพ้องมหาศาลเท่านั้น เมื่อเราไม่สามารถพึ่งนักการเมืองได้ แต่ในอนาคตอาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปี เราอาจจะพึ่งพานักการเมืองได้อาจจะเป็นสายเกินไป
ดังนั้นจุดสนใจของประชาชนและรัฐธรรมนูญควรจะเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับจำนวนหรือที่มาของ ส.ส. ส.ว. มาเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ และประชาชนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสิทธิภาพให้ง่ายมากขึ้น การตรวจสอบจากภาคประชาชนก็จะเกิดขึ้น หรือที่เรียกว่าเป็น การเมืองภาคประชาชน ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเหมาะกับสภาพของสังคมไทยที่มีนักสู้อยู่จำนวนมากเห็นได้จากม็อบหลายๆ ม็อบ และเป็นคานอำนาจที่ดีที่สุด ซึ่งกระบวนการที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะต้องทำก็คือการให้การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยให้กับประชาชนทุกกลุ่มวัย อายุ สถานะทางสังคม ความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องหาวิธีทางทำกันต่อไป
กล่าวโดยสรุป เท่าที่เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีแทบทุกอย่างที่ได้กล่าวมา แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่หลากหลายเช่นกัน โดยเฉพาะการนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติซึ่งจะทำได้ยาก แต่หากเรามีหลักยึดที่ดีแล้วการเปลี่ยนแปลงก็จะเริ่มขึ้นถึงแม้ทีละน้อยทีละน้อยใช้เวลานาน แต่ก็ถือว่าได้เริ่มแล้ว แต่ก็ไม่น่าแปลกหากจะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งในระยะเวลาไม่เกิน 20 ปี เพราะคนไทยเป็นคนใจร้อนและความอดทนต่ำ นอกจากนั้นก็ยังเป็นคนที่เลี่ยงบาลีเก่งแหล่งที่มา:http://sloppythinking.exteen.com/20070816/entry
รัฐธรรมนูญปี 2540 ความสำคัญและความเป็นมา
การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี พ.ศ.2540 ที่เรียกขานกันว่า
รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน นั้น ก็เพื่อต้องการที่จะปฏิรูปการเมือง
เพราะในขณะที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 นั้น การเมืองมีปัญหาใหญ่ๆ อยู่ 2-3
ประการด้วยกัน คือ
1.การเมืองมีลักษณะเป็นการเมืองของนักการเมือง พลเมืองเจ้าของประเทศซึ่งเป็นผู้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรมีสิทธิเสรีภาพน้อยและไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองเลย การเมืองของนักการเมืองหรือที่เรียกขานกันว่าระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน (REPRESENTATIVE DEMOCRACY) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การบิดเบือนนโยบายที่ทำจริงไปจากนโยบายการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น
2.การเมืองไม่ได้รับความเชื่อถือโดยทั่วไปทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะความไม่สุจริตของระบบการเมืองจึงทำให้ฝ่ายการเมืองขาดความชอบธรรมในการใช้อำนาจ และเป็นสาเหตุนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในเวลาต่อมา ความไม่สุจริตในระบบการเมืองเป็นที่ทราบกันทั่วไป โดยเริ่มตั้งแต่การซื้อเสียงในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง การถอนทุนโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ประกอบกับระบบตรวจสอบและการควบคุมการใช้อำนาจไม่ดีพอทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย และไม่สามารถปราบปรามการทุจริตให้หมดสิ้นไปได้
3.เป็นการเมืองที่รัฐสภาและรัฐบาลขาดเสถียรภาพและความต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีขาดสภาวะผู้นำทั้งรัฐบาลและรัฐสภาขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานแก้ปัญหาบ้านเมือง เนื่องจากเกิดจากการเป็นรัฐบาลผสมกันหลายพรรค ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่มีกลไกในการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและรัฐสภาบ่อยครั้งก่อให้เกิดเรื่องความมั่นใจและความเชื่อถือในความต่อเนื่องของนโยบายอย่างมากสำหรับชาวต่างประเทศและนักธุรกิจ
ด้วยสาเหตุดังกล่าวมาแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 จึงเกิดขึ้นโดยมีเจตนาหลักเพื่อแก้ปัญหาของระบบการเมืองไทย 3 ประการด้วยกัน คือ
1.เปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองเป็นการเมืองของพลเมือง โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้พลเมือง และปรับประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของพลเมือง (PARTICIPARTORY DEMOCRACY)
2.ทำให้ระบบการเมือง และระบบราชการมีความสุจริตและมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจโดยเพิ่มอำนาจเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจในทุกระดับครอบคลุมทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ
3.ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างแท้จริงและรัฐสภามีประสิทธิภาพ
ในด้านการทำให้การเมืองเป็นของพลเมืองในรัฐธรรมนูญได้ขยายและเพิ่มสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค ตลอดจนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่กำหนดไว้ใน หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งมีถึง 53 มาตรา เพิ่มขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 ปี 2534 ที่มีอยู่เพียง 30 มาตรา โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังมีปรากฏอยู่ในหมวดอื่นๆ อีกหลายต่อหลายมาตราด้วยกันอย่างไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน
ในด้านการทำให้ระบบการเมืองมีความสุจริตและความชอบธรรมในการใช้อำนาจและการเพิ่มอำนาจพลเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจในทุกระดับทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดไว้ในหมวดต่างๆ ที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ
เช่น การกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน การกำหนดให้มีการเลือกตั้งสองแบบ คือ แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการนับคะแนน การกำหนดให้มีองค์กรอิสระคือคณะกรรมการการเลือกตั้งมาจัดและดำเนินการเลือกตั้ง ตลอดจนการกำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณให้กับพรรคการเมือง รวมทั้งการให้มีการเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริตและร่ำรวยผิดปกติเหล่านี้ เป็นต้น
ในด้านสร้างความมีเสถียรภาพให้กับผู้นำและความมีประสิทธิภาพให้กับรัฐสภารัฐธรรมนูญก็กำหนดให้มีมาตรการที่จะทำให้เสถียรภาพ เช่น การกำหนดให้มี ส.ส.ในระบบรายชื่อจำนวน 100 คน โดยพรรคการเมืองที่มีผู้เลือกไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ก็จะไม่ได้ ส.ส.ในส่วนนี้ ซึ่งเป็นการจำกัดให้มีพรรคการเมืองจำนวนน้อยลง การจัดตั้งรัฐบาลถ้าเป็นรัฐบาลผสมก็มีจำนวนพรรคน้อยลงการต่อรองผลประโยชน์น้อยลงก่อผลให้เกิดเสถียรภาพกับรัฐบาล กำหนดให้การยื่นอภิปรายรัฐบาลได้ยากขึ้น
การแยกฝ่ายนิติบัญญัติออกจากฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน เหล่านี้เป็นต้น
สภาปัญหาปัจจุบัน
การใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลให้มีผลดังเจตนารมณ์ดังนี้ คือ
1.ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากมีการรวบรวมรายชื่อยื่นถอดถอนผู้มีตำแหน่งทางการเมือง การขอจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองจำนวนมาก การตื่นตัวในการใช้สิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ตลอดจนมีประชาชนไปทำหน้าที่ในการใช้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
2.จากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 มีพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพียงแค่ 5 พรรคเท่านั้น คือ พรรคไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ความหวังใหม่ ชาติพัฒนา และพรรคเสรีธรรม
ต่อมาสามพรรคหลังก็ทำการยุบพรรคไปรวมกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้จำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรเกือบครึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน ทำให้มีการตั้งรัฐบาลผสมแค่ 2 พรรค คือ พรรคไทยรักไทยกับพรรคชาติไทย โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านอยู่เพียงพรรคเดียวทำให้เกิดความมีเสถียรภาพกับรัฐบาลและรัฐสภาอย่างไม่เคยมีมาก่อน
กล่าวคือ ทำให้รัฐบาลอยู่ครบวาระตามรัฐธรรมนูญกำหนด คือ 4 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย นับแต่ปี พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา
จนกระทั่งการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2548 คือเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย ได้จำนวน ส.ส.ถึงจำนวน 377 คน จาก 500 คน จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวบริหารประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาหลายองค์กร เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น องค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ทำให้การเมืองมีความสุจริตมีความชอบธรรมอันจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและเกิดการยอมรับของสังคมโลกทั่วไป
สิ่งดังกล่าวมาแล้วจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผลผลิตโดยตรงของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดและดีที่สุดฉบับหนึ่งของโลกและของไทยเท่าที่เคยมีมา
ผลตรงข้ามกับสิ่งที่กล่าวมาแล้วจากการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เป็นไปตามเจตนาของรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะเกิดขึ้นโดยตัวบุคคลหรือจากเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญก็ตามพอจะสรุปได้ดังนี้ คือ
1.ปัญหาเรื่องการทุจริตเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งยังมีอยู่และทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินซื้อกันตรงๆ หรือใช้อำนาจใช้อิทธิพล ตลอดจนการใช้บารมีบุญคุณทำกันทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับชัยชนะและทำกันทุกคนทุกพรรค ทั้งที่รัฐธรรมนูญได้ป้องกันไว้แล้ว เช่น กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ที่จะต้องไปใช้สิทธิ การนับคะแนนรวมเขตเลือกตั้ง กำหนดให้มีองคืกรอสิระมาดูแลการเลือกตั้ง คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีสิทธิให้ใบเหลืองใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กระทำผิดกฎ กติกาของการเลือกตั้ง รวมทั้งการกำหนดแยกฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารออกจากกัน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าเจตนาของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติกฎกติกาเหล่านี้ขึ้นมาส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งซึ่งเป็นปัญหามาตลอดซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะความไม่ชอบธรรมและการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารอันจะทำให้มีผลต่อความมีเสถียรภาพของรัฐบาลด้วย
2.ปัญหาเรื่องการตรวจสอบรัฐบาลตามกลไกของรัฐธรรมนูญไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ทั้งนี้ เนื่องมาจากจำนวนเสียงของฝ่ายค้านมีไม่พอเพียงตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อถอดถอนรัฐมนตรีกรณีรัฐมนตรีมีพฤติกรรมทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ
รวมทั้งการตรวจสอบโดยภาคประชาชน การเข้าชื่อถอดถอนเป็นไปด้วยความยากลำบากจนเป็นเหตุทำให้รัฐบาลไม่สนใจเสียงส่วนน้อย หรือเสียงประชาชนที่มีความเห็นตรงข้าม จนทำให้เกิดข้อครหาว่ารัฐบาลไม่มีความโปร่งใสในการดำเนินงานในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ (MEAGA PROJECT) งบประมาณนับแสนๆ ล้าน นอกจากนี้ยังทำให้รัฐบาลถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการทางรัฐสภาอีกด้วย
3. องค์กรอิสระบางองค์กรถูกแทรกแซงทำให้ไม่เป็นกลาง ทำให้ความเชื่อถือในองค์กรเสื่อมลง สุดท้ายทำให้ความชอบธรรมของการใช้อำนาจขาดความชอบธรรมไปด้วย ซึ่งก็มีผลถึงเสถียรภาพของรัฐบาลตามมา เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรม หรือ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น เป็นต้น นอกจากนี้พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยังเข้าไปแทรกแซงการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การทำงานของวุฒิสภาขาดความเป็นกลางไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
4.พรรคการเมืองบางพรรคที่ขอจดทะเบียนกับนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติหน้าที่อันพึงมีของพรรคการเมือง เช่น เผยแพร่การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการเมืองการปกครอง การหาผู้สนับสนุนทางการเมือง หรือที่สำคัญสุดคือการส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปหรือเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ประการหลังนี้นับได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบถอยหลังลงทะเลตามมาอย่างเจ็บแสบที่สุดของคนมีอุดมการณ์ที่มั่นคงกับระบอบประชาธิปไตยมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่นับความเสียหายที่มีต่อประเทศชาติอีกมากมายมหาศาล สมควรจดจำไว้เพราะเป็นบทเรียนอันประมาณค่าไม่ได้
5.นักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารขาดคุณธรรมและจริยธรรมส่อแนวโน้มว่ามีการทุจริต คอร์รัปชั่นเอื้อประโยชน์ต่อพรรคพวก พี่น้องและคนใกล้ชิด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติขาดผลประโยชน์และโอกาสที่ควรจะได้ การกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน ยังไม่เป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 รัฐต้องดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐยังตกอยู่กับนักธุรกิจไม่กี่ตระกูลเข้าทำนอง รวยกระจุก จนกระจาย อยู่ ที่เป็นทำนองนี้ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นักการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายบริหารดังกล่าวมาแล้ว ขาดคุณธรรมและจริยธรรมที่พึงมีสำหรับผู้บริหาร ทั้งที่รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดไว้ชัดเจน ในมาตรา 77 ...รัฐต้องจัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง...เพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ... แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม
การขาดคุณธรรมและจริยธรรม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนี้ถูกยึดอำนาจในที่สุด
บทสรุป
จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระที่ดีและเป็นประชาธิปไตยดีที่สุดอยู่แล้ว มีบทบัญญัติที่กำหนดไว้ที่สมบูรณ์ทั้งสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของปวงชน
จากปัญหาที่เกิดจนถึงขั้นมีการใช้อำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นมาจากตัวบุคคลและคณะบุคคลมากกว่าอื่นใด ที่พยายามตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้รับใช้กลุ่มของตัวเอง มากกว่าการรับใช้ปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง จึงทำให้มองว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา
การใช้อำนาจที่มียกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิทธิที่ทำได้ตามอำนาจที่มี การยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอันใด สำคัญอยู่ที่ว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมาใหม่นั้นมีเจตนาเพื่อรับใช้หมู่คณะของตนเอง หรือปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเท่านั้น
และมีวิธีที่เป็นสากลอย่างไรที่จะได้คนดีเข้ามาใช้รัฐธรรมนูญ
1.การเมืองมีลักษณะเป็นการเมืองของนักการเมือง พลเมืองเจ้าของประเทศซึ่งเป็นผู้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรมีสิทธิเสรีภาพน้อยและไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองเลย การเมืองของนักการเมืองหรือที่เรียกขานกันว่าระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน (REPRESENTATIVE DEMOCRACY) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การบิดเบือนนโยบายที่ทำจริงไปจากนโยบายการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น
2.การเมืองไม่ได้รับความเชื่อถือโดยทั่วไปทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะความไม่สุจริตของระบบการเมืองจึงทำให้ฝ่ายการเมืองขาดความชอบธรรมในการใช้อำนาจ และเป็นสาเหตุนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารในเวลาต่อมา ความไม่สุจริตในระบบการเมืองเป็นที่ทราบกันทั่วไป โดยเริ่มตั้งแต่การซื้อเสียงในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง การถอนทุนโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ประกอบกับระบบตรวจสอบและการควบคุมการใช้อำนาจไม่ดีพอทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย และไม่สามารถปราบปรามการทุจริตให้หมดสิ้นไปได้
3.เป็นการเมืองที่รัฐสภาและรัฐบาลขาดเสถียรภาพและความต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีขาดสภาวะผู้นำทั้งรัฐบาลและรัฐสภาขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานแก้ปัญหาบ้านเมือง เนื่องจากเกิดจากการเป็นรัฐบาลผสมกันหลายพรรค ทั้งนี้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่มีกลไกในการสร้างพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและรัฐสภาบ่อยครั้งก่อให้เกิดเรื่องความมั่นใจและความเชื่อถือในความต่อเนื่องของนโยบายอย่างมากสำหรับชาวต่างประเทศและนักธุรกิจ
ด้วยสาเหตุดังกล่าวมาแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 จึงเกิดขึ้นโดยมีเจตนาหลักเพื่อแก้ปัญหาของระบบการเมืองไทย 3 ประการด้วยกัน คือ
1.เปลี่ยนการเมืองของนักการเมืองเป็นการเมืองของพลเมือง โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้พลเมือง และปรับประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของพลเมือง (PARTICIPARTORY DEMOCRACY)
2.ทำให้ระบบการเมือง และระบบราชการมีความสุจริตและมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจโดยเพิ่มอำนาจเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจในทุกระดับครอบคลุมทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ
3.ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีมีภาวะความเป็นผู้นำเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างแท้จริงและรัฐสภามีประสิทธิภาพ
ในด้านการทำให้การเมืองเป็นของพลเมืองในรัฐธรรมนูญได้ขยายและเพิ่มสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค ตลอดจนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่กำหนดไว้ใน หมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งมีถึง 53 มาตรา เพิ่มขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 ปี 2534 ที่มีอยู่เพียง 30 มาตรา โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังมีปรากฏอยู่ในหมวดอื่นๆ อีกหลายต่อหลายมาตราด้วยกันอย่างไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน
ในด้านการทำให้ระบบการเมืองมีความสุจริตและความชอบธรรมในการใช้อำนาจและการเพิ่มอำนาจพลเมืองในการควบคุมการใช้อำนาจในทุกระดับทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดไว้ในหมวดต่างๆ ที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ
เช่น การกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของประชาชน การกำหนดให้มีการเลือกตั้งสองแบบ คือ แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการนับคะแนน การกำหนดให้มีองค์กรอิสระคือคณะกรรมการการเลือกตั้งมาจัดและดำเนินการเลือกตั้ง ตลอดจนการกำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณให้กับพรรคการเมือง รวมทั้งการให้มีการเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริตและร่ำรวยผิดปกติเหล่านี้ เป็นต้น
ในด้านสร้างความมีเสถียรภาพให้กับผู้นำและความมีประสิทธิภาพให้กับรัฐสภารัฐธรรมนูญก็กำหนดให้มีมาตรการที่จะทำให้เสถียรภาพ เช่น การกำหนดให้มี ส.ส.ในระบบรายชื่อจำนวน 100 คน โดยพรรคการเมืองที่มีผู้เลือกไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ก็จะไม่ได้ ส.ส.ในส่วนนี้ ซึ่งเป็นการจำกัดให้มีพรรคการเมืองจำนวนน้อยลง การจัดตั้งรัฐบาลถ้าเป็นรัฐบาลผสมก็มีจำนวนพรรคน้อยลงการต่อรองผลประโยชน์น้อยลงก่อผลให้เกิดเสถียรภาพกับรัฐบาล กำหนดให้การยื่นอภิปรายรัฐบาลได้ยากขึ้น
การแยกฝ่ายนิติบัญญัติออกจากฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน เหล่านี้เป็นต้น
สภาปัญหาปัจจุบัน
การใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลให้มีผลดังเจตนารมณ์ดังนี้ คือ
1.ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น จะเห็นได้จากมีการรวบรวมรายชื่อยื่นถอดถอนผู้มีตำแหน่งทางการเมือง การขอจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองจำนวนมาก การตื่นตัวในการใช้สิทธิเสรีภาพที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ตลอดจนมีประชาชนไปทำหน้าที่ในการใช้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
2.จากการเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 มีพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพียงแค่ 5 พรรคเท่านั้น คือ พรรคไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ความหวังใหม่ ชาติพัฒนา และพรรคเสรีธรรม
ต่อมาสามพรรคหลังก็ทำการยุบพรรคไปรวมกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้จำนวนสมาชิกผู้แทนราษฎรเกือบครึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 500 คน ทำให้มีการตั้งรัฐบาลผสมแค่ 2 พรรค คือ พรรคไทยรักไทยกับพรรคชาติไทย โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านอยู่เพียงพรรคเดียวทำให้เกิดความมีเสถียรภาพกับรัฐบาลและรัฐสภาอย่างไม่เคยมีมาก่อน
กล่าวคือ ทำให้รัฐบาลอยู่ครบวาระตามรัฐธรรมนูญกำหนด คือ 4 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย นับแต่ปี พ.ศ. 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา
จนกระทั่งการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2548 คือเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ปรากฏว่าพรรคไทยรักไทย ได้จำนวน ส.ส.ถึงจำนวน 377 คน จาก 500 คน จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวบริหารประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย
องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาหลายองค์กร เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น องค์กรเหล่านี้มีหน้าที่ทำให้การเมืองมีความสุจริตมีความชอบธรรมอันจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและเกิดการยอมรับของสังคมโลกทั่วไป
สิ่งดังกล่าวมาแล้วจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นผลผลิตโดยตรงของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดและดีที่สุดฉบับหนึ่งของโลกและของไทยเท่าที่เคยมีมา
ผลตรงข้ามกับสิ่งที่กล่าวมาแล้วจากการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เป็นไปตามเจตนาของรัฐธรรมนูญซึ่งอาจจะเกิดขึ้นโดยตัวบุคคลหรือจากเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญก็ตามพอจะสรุปได้ดังนี้ คือ
1.ปัญหาเรื่องการทุจริตเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งยังมีอยู่และทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินซื้อกันตรงๆ หรือใช้อำนาจใช้อิทธิพล ตลอดจนการใช้บารมีบุญคุณทำกันทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับชัยชนะและทำกันทุกคนทุกพรรค ทั้งที่รัฐธรรมนูญได้ป้องกันไว้แล้ว เช่น กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ที่จะต้องไปใช้สิทธิ การนับคะแนนรวมเขตเลือกตั้ง กำหนดให้มีองคืกรอสิระมาดูแลการเลือกตั้ง คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีสิทธิให้ใบเหลืองใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กระทำผิดกฎ กติกาของการเลือกตั้ง รวมทั้งการกำหนดแยกฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารออกจากกัน เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าเจตนาของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติกฎกติกาเหล่านี้ขึ้นมาส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งซึ่งเป็นปัญหามาตลอดซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะความไม่ชอบธรรมและการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารอันจะทำให้มีผลต่อความมีเสถียรภาพของรัฐบาลด้วย
2.ปัญหาเรื่องการตรวจสอบรัฐบาลตามกลไกของรัฐธรรมนูญไม่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ทั้งนี้ เนื่องมาจากจำนวนเสียงของฝ่ายค้านมีไม่พอเพียงตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อถอดถอนรัฐมนตรีกรณีรัฐมนตรีมีพฤติกรรมทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ
รวมทั้งการตรวจสอบโดยภาคประชาชน การเข้าชื่อถอดถอนเป็นไปด้วยความยากลำบากจนเป็นเหตุทำให้รัฐบาลไม่สนใจเสียงส่วนน้อย หรือเสียงประชาชนที่มีความเห็นตรงข้าม จนทำให้เกิดข้อครหาว่ารัฐบาลไม่มีความโปร่งใสในการดำเนินงานในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ (MEAGA PROJECT) งบประมาณนับแสนๆ ล้าน นอกจากนี้ยังทำให้รัฐบาลถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการทางรัฐสภาอีกด้วย
3. องค์กรอิสระบางองค์กรถูกแทรกแซงทำให้ไม่เป็นกลาง ทำให้ความเชื่อถือในองค์กรเสื่อมลง สุดท้ายทำให้ความชอบธรรมของการใช้อำนาจขาดความชอบธรรมไปด้วย ซึ่งก็มีผลถึงเสถียรภาพของรัฐบาลตามมา เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้มีความสุจริตและเที่ยงธรรม หรือ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น เป็นต้น นอกจากนี้พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลยังเข้าไปแทรกแซงการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การทำงานของวุฒิสภาขาดความเป็นกลางไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
4.พรรคการเมืองบางพรรคที่ขอจดทะเบียนกับนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติหน้าที่อันพึงมีของพรรคการเมือง เช่น เผยแพร่การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการเมืองการปกครอง การหาผู้สนับสนุนทางการเมือง หรือที่สำคัญสุดคือการส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปหรือเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ประการหลังนี้นับได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบถอยหลังลงทะเลตามมาอย่างเจ็บแสบที่สุดของคนมีอุดมการณ์ที่มั่นคงกับระบอบประชาธิปไตยมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่นับความเสียหายที่มีต่อประเทศชาติอีกมากมายมหาศาล สมควรจดจำไว้เพราะเป็นบทเรียนอันประมาณค่าไม่ได้
5.นักการเมือง โดยเฉพาะนักการเมืองที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารขาดคุณธรรมและจริยธรรมส่อแนวโน้มว่ามีการทุจริต คอร์รัปชั่นเอื้อประโยชน์ต่อพรรคพวก พี่น้องและคนใกล้ชิด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติขาดผลประโยชน์และโอกาสที่ควรจะได้ การกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน ยังไม่เป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 รัฐต้องดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐยังตกอยู่กับนักธุรกิจไม่กี่ตระกูลเข้าทำนอง รวยกระจุก จนกระจาย อยู่ ที่เป็นทำนองนี้ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นักการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายบริหารดังกล่าวมาแล้ว ขาดคุณธรรมและจริยธรรมที่พึงมีสำหรับผู้บริหาร ทั้งที่รัฐธรรมนูญก็ได้กำหนดไว้ชัดเจน ในมาตรา 77 ...รัฐต้องจัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง...เพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ... แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติตาม
การขาดคุณธรรมและจริยธรรม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนี้ถูกยึดอำนาจในที่สุด
บทสรุป
จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระที่ดีและเป็นประชาธิปไตยดีที่สุดอยู่แล้ว มีบทบัญญัติที่กำหนดไว้ที่สมบูรณ์ทั้งสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมของปวงชน
จากปัญหาที่เกิดจนถึงขั้นมีการใช้อำนาจยกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นมาจากตัวบุคคลและคณะบุคคลมากกว่าอื่นใด ที่พยายามตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้รับใช้กลุ่มของตัวเอง มากกว่าการรับใช้ปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง จึงทำให้มองว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา
การใช้อำนาจที่มียกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิทธิที่ทำได้ตามอำนาจที่มี การยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอันใด สำคัญอยู่ที่ว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมาใหม่นั้นมีเจตนาเพื่อรับใช้หมู่คณะของตนเอง หรือปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเท่านั้น
และมีวิธีที่เป็นสากลอย่างไรที่จะได้คนดีเข้ามาใช้รัฐธรรมนูญ
เอารัฐธรรมนูญ40คืนมา
<iframe width="560" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/Q55MV3-6tHI" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
รัฐธรรมนูญปี40
รัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช2540
แนวคิด
1. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
2. อำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 อำนาจ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งในรัฐธรรมนูญจะกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการปกครองประเทศไว้ เช่น การดำรงตำแหน่งฐานะประมุขของรัฐ การกำหนดหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ การกำหนดสิทธิหน้าที่ของประชาชน กลไกการบริหารประเทศ
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีสาระสำคัญดังนี้
1. รูปแบบของรัฐ กำหนดว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวไม่อาจแบ่งแยกเป็นหลายๆ รัฐได้
2. ระบอบการปกครอง
ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปกครองแบบประชาธิปไตย หมายความว่า อำนาจอธิปไตย หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ดังนี้
1. อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจในการออกกฎหมาย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา กล่าวคือ การตรากฎหมายออกมาใช้บังคับกับประชาชนต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
2. อำนาจบริหาร คือ อำนาจในการบริหารประเทศให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ทางคณะมนตรี กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
3. อำนาจตุลากร คือ อำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือติดสินข้อพิพากษาหรือตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิด พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ ทางศาล กล่าวคือ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นหน้าที่ของศาลอันประกอบด้วยผู้พิพากษา ซึ่งมีอิสระในการใช้ดุลพินิจในการตัดสินคดี และเป็นการดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
3. รัฐสภา
รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร บางครั้งแยกกันประชุม แต่งบางครั้งประชุมร่วมกัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภาสมาชิกวุฒิสภามีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยประชาชนทุกจังหวัดมีสิทธิเสมอกันในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละจังหวัดได้เพียงหนึ่งคน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิส) จำนวน 100 คน และสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน โดยคำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 คน ซึ่งจะได้เป็นเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดให้นำจำนวนราษฎรที่คิดคำนวณข้างต้นมาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกผู้แทนราษฎรเพิ่มอีกคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกราษฎรหนึ่งคน เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทุกจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่ถึง 400 คน จังหวัดใดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณมากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนและให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีดังกล่าว แก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน 400 คน
3.1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งวุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง
3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง
3.2 บุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนในสมประกอบ
2) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
3) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
3.3 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิก
4) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน
5) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง
(1) มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(2) เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น
(3) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(4) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา
(5) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
3.4 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
1) มีสัญชาติไทย
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
4) ผู้สมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(2) เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น
(3) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(4) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา
(5) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
3.5 บุคคลผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) ติดยาเสพติดให้โทษ
2) เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นคดี
3) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยพ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
4) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
5) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ
6) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งเงินเดือนประจำ นอกจากข้าราชาการเมือง
7) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
8) เป็นสมาชิกวุฒิสภา
9) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
10) เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิ-มนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกคอรง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
11) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
12) เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และยังไม่พ้นกำหนด 5 ปีนับตั้งแต่วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง
3.6 บุคคลที่ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
1) เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง
2) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ยังไม่เกิน 1 ปี นับถึงวันสมัครับเลือกตั้ง
3) เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ในอายุของวุฒิสภาคราวก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง
4) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
4. สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทย
4.1 สิทธิของประชาชนไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของชนชาวไทย ไว้ดังนี้
1) สิทธิที่จะได้รับความเสมอภาคตามกฎหมาย หมายความว่า ประชาชนชาวไทยทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายย่อมมีสิทธิเสมอกัน ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเท่าเทียมกัน
2) สิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง และสิทธิในการออกเสียงประชามติ เป็นต้น
3) สิทธิในทรัพย์สิน และสิทธิในการมีมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
4) สิทธิในชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณหรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายจะกระทำมิได้ การจับกุม คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
5) สิทธิส่วนบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือได้ข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
6) สิทธิในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
7) สิทธิในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลป วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8) สิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่ต้องเสียใช้จ่าย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
9) สิทธิในการได้รับความคุ้มครองจากรัฐ คือ เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม
10) สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
11) สิทธิในการรับทราบข้อมูลข่าสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ รวมทั้งมีสิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานดังกล่าว ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยคุณภาพชีวิต
12) สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควรตามที่กฎหมายบัญญัติ
13) สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์การอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดชอบเนื่องจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น
14) สิทธิในการต่อต้านโดยสันติวิธี ซึงการกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ
4.2 เสรีภาพของประชาชนชาวไทย
1) เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
2) เสรีภาพในเคหสถาน
3) เสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร
4) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
5) เสรีภาพในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา
6) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
7) เสรีภาพในทางวิชาการ
8) เสรีภาพในการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็น ภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ
9) เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น
10) เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง
11) เสรีภาพในการประกอบกิจกรรมหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
4.3 หน้าที่ของประชาชนชาวไทย
1) หน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2) หน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
3) หน้าที่ป้องกันประเทศ
4) หน้าที่รับราชทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ
5) หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
6) หน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ
7) หน้าที่ช่วยเหลือราชการ
8) หน้าที่รับการศึกษาอบรมตามที่กฎหมายบัญญัติ
9) หน้าที่พิทักษ์ ปกป้องและสืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
10)หน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แหล่งที่มา:http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/Law1/Law-constitution.htm
แนวคิด
1. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
2. อำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 อำนาจ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งในรัฐธรรมนูญจะกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการปกครองประเทศไว้ เช่น การดำรงตำแหน่งฐานะประมุขของรัฐ การกำหนดหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ การกำหนดสิทธิหน้าที่ของประชาชน กลไกการบริหารประเทศ
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีสาระสำคัญดังนี้
1. รูปแบบของรัฐ กำหนดว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวไม่อาจแบ่งแยกเป็นหลายๆ รัฐได้
2. ระบอบการปกครอง
ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปกครองแบบประชาธิปไตย หมายความว่า อำนาจอธิปไตย หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ดังนี้
1. อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจในการออกกฎหมาย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา กล่าวคือ การตรากฎหมายออกมาใช้บังคับกับประชาชนต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
2. อำนาจบริหาร คือ อำนาจในการบริหารประเทศให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ทางคณะมนตรี กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
3. อำนาจตุลากร คือ อำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือติดสินข้อพิพากษาหรือตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิด พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ ทางศาล กล่าวคือ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นหน้าที่ของศาลอันประกอบด้วยผู้พิพากษา ซึ่งมีอิสระในการใช้ดุลพินิจในการตัดสินคดี และเป็นการดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
3. รัฐสภา
รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร บางครั้งแยกกันประชุม แต่งบางครั้งประชุมร่วมกัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภาสมาชิกวุฒิสภามีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง โดยประชาชนทุกจังหวัดมีสิทธิเสมอกันในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละจังหวัดได้เพียงหนึ่งคน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิส) จำนวน 100 คน และสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน โดยคำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 คน ซึ่งจะได้เป็นเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดให้นำจำนวนราษฎรที่คิดคำนวณข้างต้นมาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกผู้แทนราษฎรเพิ่มอีกคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกราษฎรหนึ่งคน เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทุกจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่ถึง 400 คน จังหวัดใดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณมากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนและให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีดังกล่าว แก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน 400 คน
3.1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งวุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง
3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง
3.2 บุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนในสมประกอบ
2) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
3) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
3.3 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิก
4) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน
5) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง
(1) มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(2) เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น
(3) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(4) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา
(5) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
3.4 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
1) มีสัญชาติไทย
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
4) ผู้สมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(2) เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น
(3) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(4) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา
(5) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
3.5 บุคคลผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) ติดยาเสพติดให้โทษ
2) เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นคดี
3) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยพ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
4) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
5) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ
6) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งเงินเดือนประจำ นอกจากข้าราชาการเมือง
7) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
8) เป็นสมาชิกวุฒิสภา
9) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
10) เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการสิทธิ-มนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกคอรง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
11) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
12) เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และยังไม่พ้นกำหนด 5 ปีนับตั้งแต่วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง
3.6 บุคคลที่ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
1) เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง
2) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ยังไม่เกิน 1 ปี นับถึงวันสมัครับเลือกตั้ง
3) เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ในอายุของวุฒิสภาคราวก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง
4) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
4. สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทย
4.1 สิทธิของประชาชนไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของชนชาวไทย ไว้ดังนี้
1) สิทธิที่จะได้รับความเสมอภาคตามกฎหมาย หมายความว่า ประชาชนชาวไทยทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายย่อมมีสิทธิเสมอกัน ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเท่าเทียมกัน
2) สิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง และสิทธิในการออกเสียงประชามติ เป็นต้น
3) สิทธิในทรัพย์สิน และสิทธิในการมีมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
4) สิทธิในชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณหรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายจะกระทำมิได้ การจับกุม คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
5) สิทธิส่วนบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือได้ข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
6) สิทธิในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
7) สิทธิในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลป วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8) สิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่ต้องเสียใช้จ่าย ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
9) สิทธิในการได้รับความคุ้มครองจากรัฐ คือ เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม
10) สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
11) สิทธิในการรับทราบข้อมูลข่าสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ รวมทั้งมีสิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานดังกล่าว ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยคุณภาพชีวิต
12) สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควรตามที่กฎหมายบัญญัติ
13) สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์การอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดชอบเนื่องจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น
14) สิทธิในการต่อต้านโดยสันติวิธี ซึงการกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ
4.2 เสรีภาพของประชาชนชาวไทย
1) เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
2) เสรีภาพในเคหสถาน
3) เสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร
4) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
5) เสรีภาพในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา
6) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
7) เสรีภาพในทางวิชาการ
8) เสรีภาพในการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็น ภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ
9) เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น
10) เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง
11) เสรีภาพในการประกอบกิจกรรมหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
4.3 หน้าที่ของประชาชนชาวไทย
1) หน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2) หน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
3) หน้าที่ป้องกันประเทศ
4) หน้าที่รับราชทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ
5) หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
6) หน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ
7) หน้าที่ช่วยเหลือราชการ
8) หน้าที่รับการศึกษาอบรมตามที่กฎหมายบัญญัติ
9) หน้าที่พิทักษ์ ปกป้องและสืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
10)หน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แหล่งที่มา:http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/Law1/Law-constitution.htm
สู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ(พ.ศ. 2475)
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นั้น ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เมื่อ คณะราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการสายทหารบก ทหารเรือ และสายพลเรือน จำนวน 99 คน โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากพระมหากษัตริย์ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
โดยที่คณะราษฎร์ได้นำพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวซึ่งได้ร่างเตรียมไว้แล้ว ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระองค์จึงได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วพระราชทานแก่คณะราษฎร ซึ่งถือว่าประเทศไทยได้เริ่มมีรัฐธรรมนูญใช้ในการปกครองประเทศเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นมา
กฎหมายดังกล่าว ถือเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรก ซึ่งเป็นฉบับชั่วคราวและเป็นฉบับที่มีอายุการใช้งานเร็วที่สุด คือ รวมอายุการประกาศ และมีระยะเวลาบังคับใช้ทั้งหมดเพียง 5 เดือน 13 วัน นับจากการประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 จำนวน 39 มาตรา และในที่สุด ก็ได้รับการยกเลิกอย่าง "สันติ" เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เนื่องจากการประกาศ และบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับถาวร
คณะราษฎร
การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475
10.1.1.2 หลักการสำคัญ
1) ประกาศว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎร (มาตรา 1) ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
2) พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ กิจการสำคัญของรัฐทำในนามของพระมหากษัตริย์
3) เป็นการปกครองแบบสมัชชา โดยกำหนดให้ คณะกรรมการราษฎร ซึ่งมีจำนวน 15 คน ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาผู้แทนราษฎร
4) เริ่มมีรัฐสภาขึ้นเป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้เป็นสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจสูงสุด กล่าวคือ
(ก) ตรากฎหมาย
(ข) ควบคุมดูแลราชการ กิจการของประเทศ
(ค) มีอำนาจถอดถอน หรือ สามารถปลดกรรมการราษฎร และข้าราชการทุกระดับชั้นได้ โดยคณะกรรมการราษฎร ไม่มี อำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร
(ง) วินิจฉัยการกระทำของพระมหากษัตริย์
5) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดอายุของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ 20 ปีบริบูรณ์เท่ากัน ส่วนวิธีการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม คือ ให้ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลแล้วผู้แทนตำบลก็เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง
6) ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย แต่ไม่มีหลักประกันความอิสระของผู้พิพากษา
10.1.2 ฉบับที่ 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
10.1.2.1 ความทั่วไป
เมื่อได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวพ.ศ. 2475 แล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็ได้แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศอย่างถาวร รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 นี้ มีหลักการและแนวทางในการปกครองประเทศคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มาก ทั้งนี้ เพราะคณะกรรมการยกร่างก็ดี สภาผู้แทนราษฎรผู้พิจารณาก็ดี ต่างก็เป็นบุคคลสำคัญของคณะราษฎรทั้งสิ้
นับถึงปัจจุบันต้องถือว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญไทยที่ใช้บังคับได้นานที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีรัฐธรรมนูญมา โดยได้ประกาศ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จำนวน 68 มาตรา และได้รับการยกเลิกอย่าง "สันติ" เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 เนื่องจากการประกาศ และบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมอายุการประกาศและบังคับใช้ทั้งหมดนั้น เป็นระยะเวลายาวนานถึง 13 ปี 5 เดือนเลยทีเดียว
10.1.2.2 หลักการสำคัญ
1) กำหนดให้ประเทศสยามเป็นรัฐเดี่ยว
2) อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ คือ
- ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางสภาผู้แทนราษฎร
- ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี
- ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล
และได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด มิได้ และให้ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
3) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ มีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นๆ เป็นโมฆะ แต่ไม่กำหนดให้องค์กรใดเป็นผู้ชี้ขาด
4) เป็นการปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินด้วยความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็อาจถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์ให้ทรงยุบสภาผู้แทนราษฎรได้
5) ใช้ระบบสภาเดียวเช่นเดิม คือ สภาผู้แทน ประกอบด้วย สมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้ง (ครั้งแรก ใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม โดยราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วผู้แทนตำบลเป็นผู้เลือก ส.ส. อีกต่อหนึ่ง จากนั้น ครั้งต่อๆ มาจึงใช้วิธีการเลือกตั้งจากราษฎรโดยตรง) ส่วนสมาชิกประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งมีจำนวนเท่ากัน และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยที่อย่างช้าไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ ส.ส. ทั้งหมด จะต้องมาจากการเลือกตั้งของราษฎร
6) มี คณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี มีจำนวนอย่างน้อย 15 คนอย่างมาก 24 คน โดยรัฐมนตรีอย่างน้อย 14 คน จะต้องเลือกมาจากสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร
7) การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ศาลจะจัดตั้งขึ้นได้ก็โดยพระราชบัญญัติ และรับรองอิสระของผู้พิพากษา
8) รับรองสิทธิของชนชาวสยามไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก โดยได้รับรองความเสมอกันในกฎหมาย (มาตรา 12) รับรองเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา (มาตรา 13) รับรองเสรีภาพในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรมการประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม และการอาชีพ (มาตรา
9) มีการกำหนดหน้าที่ของชนชาวสยามเป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่เคารพต่อกฎหมาย ป้องกันประเทศ และเสียภาษีอากร (มาตรา 15)
โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2482 แก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยนามประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ยังผลให้ชื่อของรัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็น "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ไปด้วย ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2483 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล อันมีผลให้บทเฉพาะกาล ซึ่งควรจะต้องสิ้นสุดในวันที่ 10 ธันวาคม 2485 เป็นอย่างช้า ยืดเวลาออกไปอีก 10 ปี แก่นแท้ของการเสนอ ยืดบทเฉพาะกาล ก็คือ การคงอยู่ต่อไปอีกของสมาชิกประเภทที่ 2 อันมาจากการแต่งตั้ง จาก 10 ปี เป็น 20 ปี นั่นเอง ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2485 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังผลให้สามารถขยายเวลา อยู่ในตำแหน่ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ออกไปอีกคราวละ 2 ปี ถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้เป็นการพ้นวิสัย โดยมีเหตุขัดข้องต่างๆ อันไม่อาจที่จะมีการเลือกตั้งได้ เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2
แหล่งที่มา:http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter3/Lesson10.htm
โดยที่คณะราษฎร์ได้นำพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวซึ่งได้ร่างเตรียมไว้แล้ว ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระองค์จึงได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วพระราชทานแก่คณะราษฎร ซึ่งถือว่าประเทศไทยได้เริ่มมีรัฐธรรมนูญใช้ในการปกครองประเทศเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นมา
กฎหมายดังกล่าว ถือเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรก ซึ่งเป็นฉบับชั่วคราวและเป็นฉบับที่มีอายุการใช้งานเร็วที่สุด คือ รวมอายุการประกาศ และมีระยะเวลาบังคับใช้ทั้งหมดเพียง 5 เดือน 13 วัน นับจากการประกาศและบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 จำนวน 39 มาตรา และในที่สุด ก็ได้รับการยกเลิกอย่าง "สันติ" เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เนื่องจากการประกาศ และบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ฉบับถาวร
คณะราษฎร
การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475
10.1.1.2 หลักการสำคัญ
1) ประกาศว่าอำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎร (มาตรา 1) ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
2) พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ กิจการสำคัญของรัฐทำในนามของพระมหากษัตริย์
3) เป็นการปกครองแบบสมัชชา โดยกำหนดให้ คณะกรรมการราษฎร ซึ่งมีจำนวน 15 คน ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภาผู้แทนราษฎร
4) เริ่มมีรัฐสภาขึ้นเป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้เป็นสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจสูงสุด กล่าวคือ
(ก) ตรากฎหมาย
(ข) ควบคุมดูแลราชการ กิจการของประเทศ
(ค) มีอำนาจถอดถอน หรือ สามารถปลดกรรมการราษฎร และข้าราชการทุกระดับชั้นได้ โดยคณะกรรมการราษฎร ไม่มี อำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร
(ง) วินิจฉัยการกระทำของพระมหากษัตริย์
5) รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดอายุของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ 20 ปีบริบูรณ์เท่ากัน ส่วนวิธีการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม คือ ให้ราษฎรเลือกผู้แทนตำบลแล้วผู้แทนตำบลก็เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง
6) ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย แต่ไม่มีหลักประกันความอิสระของผู้พิพากษา
10.1.2 ฉบับที่ 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
10.1.2.1 ความทั่วไป
เมื่อได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวพ.ศ. 2475 แล้ว สภาผู้แทนราษฎรก็ได้แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศอย่างถาวร รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 นี้ มีหลักการและแนวทางในการปกครองประเทศคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 มาก ทั้งนี้ เพราะคณะกรรมการยกร่างก็ดี สภาผู้แทนราษฎรผู้พิจารณาก็ดี ต่างก็เป็นบุคคลสำคัญของคณะราษฎรทั้งสิ้
นับถึงปัจจุบันต้องถือว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญไทยที่ใช้บังคับได้นานที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีรัฐธรรมนูญมา โดยได้ประกาศ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 จำนวน 68 มาตรา และได้รับการยกเลิกอย่าง "สันติ" เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2489 เนื่องจากการประกาศ และบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมอายุการประกาศและบังคับใช้ทั้งหมดนั้น เป็นระยะเวลายาวนานถึง 13 ปี 5 เดือนเลยทีเดียว
10.1.2.2 หลักการสำคัญ
1) กำหนดให้ประเทศสยามเป็นรัฐเดี่ยว
2) อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ คือ
- ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางสภาผู้แทนราษฎร
- ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี
- ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล
และได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด มิได้ และให้ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
3) บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดๆ มีข้อความแย้งหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นๆ เป็นโมฆะ แต่ไม่กำหนดให้องค์กรใดเป็นผู้ชี้ขาด
4) เป็นการปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดินด้วยความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็อาจถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์ให้ทรงยุบสภาผู้แทนราษฎรได้
5) ใช้ระบบสภาเดียวเช่นเดิม คือ สภาผู้แทน ประกอบด้วย สมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้ง (ครั้งแรก ใช้วิธีการเลือกตั้งทางอ้อม โดยราษฎรเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วผู้แทนตำบลเป็นผู้เลือก ส.ส. อีกต่อหนึ่ง จากนั้น ครั้งต่อๆ มาจึงใช้วิธีการเลือกตั้งจากราษฎรโดยตรง) ส่วนสมาชิกประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งมีจำนวนเท่ากัน และมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี โดยที่อย่างช้าไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้ ส.ส. ทั้งหมด จะต้องมาจากการเลือกตั้งของราษฎร
6) มี คณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี มีจำนวนอย่างน้อย 15 คนอย่างมาก 24 คน โดยรัฐมนตรีอย่างน้อย 14 คน จะต้องเลือกมาจากสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎร
7) การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ ศาลจะจัดตั้งขึ้นได้ก็โดยพระราชบัญญัติ และรับรองอิสระของผู้พิพากษา
8) รับรองสิทธิของชนชาวสยามไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก โดยได้รับรองความเสมอกันในกฎหมาย (มาตรา 12) รับรองเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา (มาตรา 13) รับรองเสรีภาพในร่างกาย เคหสถาน ทรัพย์สิน การพูด การเขียน การโฆษณา การศึกษาอบรมการประชุมโดยเปิดเผย การตั้งสมาคม และการอาชีพ (มาตรา
9) มีการกำหนดหน้าที่ของชนชาวสยามเป็นครั้งแรก โดยกำหนดให้บุคคลมีหน้าที่เคารพต่อกฎหมาย ป้องกันประเทศ และเสียภาษีอากร (มาตรา 15)
โดยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2482 แก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยนามประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย" ยังผลให้ชื่อของรัฐธรรมนูญต้องเปลี่ยนเป็น "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ไปด้วย ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2483 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยบทเฉพาะกาล อันมีผลให้บทเฉพาะกาล ซึ่งควรจะต้องสิ้นสุดในวันที่ 10 ธันวาคม 2485 เป็นอย่างช้า ยืดเวลาออกไปอีก 10 ปี แก่นแท้ของการเสนอ ยืดบทเฉพาะกาล ก็คือ การคงอยู่ต่อไปอีกของสมาชิกประเภทที่ 2 อันมาจากการแต่งตั้ง จาก 10 ปี เป็น 20 ปี นั่นเอง ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2485 แก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังผลให้สามารถขยายเวลา อยู่ในตำแหน่ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ออกไปอีกคราวละ 2 ปี ถ้ามีเหตุการณ์ที่ทำให้เป็นการพ้นวิสัย โดยมีเหตุขัดข้องต่างๆ อันไม่อาจที่จะมีการเลือกตั้งได้ เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2
แหล่งที่มา:http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter3/Lesson10.htm
จุดเริ่มต้นกฏหมายสูงสุดของไทย
"…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไปแต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ
เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร"
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี
สำหรับประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้นนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาประเทศไทยได้มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดในการปกครองที่ประเทศหลายฉบับรัฐธรรมนูญดังกล่าวปรากฏใน 2 ลักษณะคือ ลักษณะหนึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวรโดยที่มีการยกร่างกันอย่างเป็นระบบกับอีกลักษณะคือรัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการชั่วคราวซึ่งมักจะเรียกว่าธรรมนูญการปกครองนั่นเอง
รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบางฉบับใช้บังคับเป็นเวลานาน เช่น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ใช้บังคับเป็นเวลา 9 ปีเศษแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลายฉบับใช้บังคับในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีหลักการสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองซึ่งไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง ทว่าตกอยู่ในมือของกลุ่มข้าราชการประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะนายทหารระดับสูง ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวร จึงมักจะถูกยกเลิก โดยการทำรัฐประหาร โดยคณะผู้นำทางทหาร เมื่อคณะรัฐประหาร ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อย ยึดอำนาจได้สำเร็จก็จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้วจึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวรแล้วก็จะมีการเลือกตั้ง และตามด้วยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่เมื่อรัฐบาลดังกล่าวบริหารประเทศไปได้สักระยะหนึ่งก็จะถูกทำการรัฐประหาร และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แล้วก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พร้อมทั้งจัดให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหม่อีกครั้ง มีการร่างแล้ว ร่างอีก หมุนเวียนเป็นวงจรการเมืองของรัฐไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนับหลายสิบปี นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
สำหรับประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนั้นนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาประเทศไทยได้มีการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดในการปกครองที่ประเทศหลายฉบับรัฐธรรมนูญดังกล่าวปรากฏใน 2 ลักษณะคือ ลักษณะหนึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวรโดยที่มีการยกร่างกันอย่างเป็นระบบกับอีกลักษณะคือรัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการชั่วคราวซึ่งมักจะเรียกว่าธรรมนูญการปกครองนั่นเอง
รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบางฉบับใช้บังคับเป็นเวลานาน เช่น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ซึ่งเกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ใช้บังคับเป็นเวลา 9 ปีเศษแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวรหลายฉบับใช้บังคับในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีหลักการสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองซึ่งไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง ทว่าตกอยู่ในมือของกลุ่มข้าราชการประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะนายทหารระดับสูง ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวร จึงมักจะถูกยกเลิก โดยการทำรัฐประหาร โดยคณะผู้นำทางทหาร เมื่อคณะรัฐประหาร ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น คณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป หรือคณะรักษาความสงบเรียบร้อย ยึดอำนาจได้สำเร็จก็จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้วจึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มุ่งจะใช้บังคับเป็นการถาวรแล้วก็จะมีการเลือกตั้ง และตามด้วยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่เมื่อรัฐบาลดังกล่าวบริหารประเทศไปได้สักระยะหนึ่งก็จะถูกทำการรัฐประหาร และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แล้วก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พร้อมทั้งจัดให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรใหม่อีกครั้ง มีการร่างแล้ว ร่างอีก หมุนเวียนเป็นวงจรการเมืองของรัฐไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานนับหลายสิบปี นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา
แม้จะเกิดกรณี 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนเข้าร่วมเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็น ประชาธิปไตยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากจอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง เพราะขณะทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองนั้น จอมพลถนอม ดำรง ตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พร้อมกับเตรียมร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรตามวงจร การเมืองของไทยที่เคยเป็นมา ก็เกิดกระบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จนทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศไทย และแม้ต่อมาจะมีการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ที่เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งมีหลักการที่เป็นประชาธิปไตยมากฉบับหนึ่ง แต่ในที่สุดก็มีการทำรัฐประหารอีก และก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้วงจรการเมืองไทยหมุนกลับไปสู่วงจรเดิม คือ รัฐประหาร ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร จัดให้มีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และทำรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซ้ำซาก วนเวียน อยู่ในวังวนต่อไป ไม่จบไม่สิ้น
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยที่ผ่านมา จึงมีสภาพชงักงันในขั้นตอนของการพัฒนาไปสู่เป้าหมายอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลอดมา วัฏจักรของความไม่ต่อเนื่องดังกล่าวข้างต้น จนกระทั่งเกิดกระบวนการปฏิรูปการเมือง
เพื่อแก้ไขปัญหาของระบบการเมืองไทยทั้งระบบหลังการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2534
และเกิดเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ในที่สุด
กระบวนการปฏิรูปการเมือง ก็ได้นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ขึ้นมา
อันเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับกันอยู่ในปัจจุบันนี้
ดังนั้น
การทำความเข้าใจรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จำเป็นต้องศึกษาประวัติ ความเป็นมา
และสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญไทยแต่ละฉบับ
เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นผลจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย
ในอันที่จะพยายามสถาปนาการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยการใช้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรเป็นกลไกสำคัญ ในส่วนนี้
จะทำให้นักศึกษาได้ทราบถึงที่มาที่ไป รวมทั้งข้อเด่นข้อด้อยของรัฐธรรมนูญทั้ง
15ฉบับ ตามสมควร
แหล่งที่มา:http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter3/Lesson10.htm
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)